หนังจีนชุด The Classic of Mountains and Seas ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร DVD 8 แผ่นจบ

ดูหนัง The Classic of Mountains and Seas ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร
คลิกดูตัวอย่างแบบปกสกรีน
  • ch973
  • The Classic of Mountains and Seas ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร DVD 8 แผ่นจบ
  • พากย์ไทย
  • เรื่องราวการผจญภัยแนวแฟนตาซีสุดระทึก พร้อมด้วยเอฟเฟกต์ตระการตา เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ 4 อย่างที่มาจากสมัยผานกู่สร้างโลก กับการออกตามหา 1 ในสัตว์วิเศษ ซึ่งก็คือหงส์ไฟ
  • โปรดเลือกรูปแบบที่ท่านต้องการ ราคา
    ฿200
    ฿280
    ฿360
  •  



The Classic of Mountains and Seas ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร

 

 

เรื่อย่อ:The Classic Of Mountains And Seas (ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร)

 

เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ 4 อย่างที่มาจากสมัยผานกู่สร้างโลก กับการออกตามหา 1 ในสัตว์วิเศษ ซึ่งก็คือหงส์ไฟ เพราะมีตำนานเล่าว่าใครได้ครอบครองก็จะได้ครอบครองสัตว์วิเศษเเละเเผ่นดินทั้งปวง ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านศักดิ์ศิทธิ์ นางเอกถูกเก็บมาเลี้ยง พ่อบุญธรรมรู้ว่านางเอกน่าจะเป็นหงส์ไฟ ไปๆมา ในหมู่บ้านนี้ก็มีสัตว์วิเศษสองตัวคือ นางเอกซึ่งเป็นหงส์ไฟ กับลูกสาวเเท้ๆของครอบครัวที่เก็บนางเอกมาเลี้ยงเป็นมังกรเขียว พบกับเรื่องราวการผจญภัยแนวแฟนตาซีสุดระทึก พร้อมด้วยเอฟเฟกต์ตระการตาได้ใน The Classic of Mountains and Seas

 

ละคร "ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร (The Classic of Mountains and Seas)"  ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือโบราณยุคก่อนราชวงศ์ฉิน "ซานไห่จิง"  ที่ว่าด้วยเรื่องตำนานเทพปกรณัมและภูมิศาสตร์จีนโบราณ (กล่าวถึงภูเขากว่า 550 ลูกและสายน้ำกว่า 300 สาย) เนื้อหาในละครกล่าวถึงเรื่องราวความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานระหว่างสองชนเผ่าในยุคโบราณ ได้แก่ "เผ่าตงอี๋" กับ "เผ่าจิ่วหลี" ทั้งสองเผ่าจึงออกตามหาสัตว์เทพผู้พิทักษ์ของตนหมายเพิ่มพลังอำนาจ และนั่นก็ทำให้สองพี่น้องต่างสายเลือด "ซูโม่" และ "ฝูเอ๋อร์" ที่ดวงชะตาอยู่ขั้วตรงข้าม ต้องตกอยู่ในวังวนของแผนการอันชั่วร้ายและการต่อสู้ฟาดฟัน

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลัง "ผานกู่" เบิกฟ้าทำให้สวรรค์และโลกแยกออกจากกัน ด้วยพลังแห่งฟ้าดินสัตว์เทพผู้พิทักษ์ประจำธาตุและทิศทั้งสี่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ทิศตะวันออก คือ "มังกรเขียว" หรือ "มังกรฟ้า" (ชิงหลง) ธาตุไม้, ทิศตะวันตก คือ "เสือขาว" (ไป๋หู่) ธาตุทอง, ทิศใต้ คือ  "หงส์แดง" (จูเชว่) ธาตุไฟ ส่วนทิศเหนือ คือ "เต่าดำ" (เสวียนอู่) ธาตุน้ำ  (ตรงกลาง คือ "มังกรเหลือง" หรือ มังกรทอง (หวงหลง) ธาตุดิน) เนื่องจากสัตว์เทพทั้งสี่มีสัญชาตญาณของปีศาจร้ายในตัวจึงต่อสู้กันเอง ทำให้ฟ้าดินปั่นป่วนและเกิดภัยพิบัติ หลังถูก "หนี่ว์วา" ปราบ สัตว์เทพทั้งสี่จึงกลายเป็น "กลุ่มดาว 28" (ประกอบด้วยกลุ่มดาวใหญ่ 4 กลุ่ม (ซึ่งก็คือสัตว์เทพประจำทิศทั้งสี่) ได้แก่ กลุ่มดาวมังกรเขียว กลุ่มดาวเสือขาว กลุ่มดาวหงส์แดง และกลุ่มดาวเต่าดำ  ซึ่งแต่ละกลุ่มดาวยังแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มดาวย่อย รวมทั้งหมดจึงเท่ากับ 28 กลุ่มดาว)



* สัตว์เทพทั้งสี่ เป็นตัวแทนของทิศทั้งสี่และเทพเจ้าผู้พิทักษ์ของชาวจีนโบราณ ปรากฏในศาสตร์วิทยาการจีนหลายสาขา เช่น ดาราศาสตร์ และภูมิศาสตร์ และการทหาร (ตำราพิชัยสงครามบทหนึ่ง ได้กล่าวถึงการกำหนดทิศทางเดินทัพไว้ว่า “ซ้ายมังกรเขียว ขวาเสือขาวครอง หงส์แดงนำหน้า เต่าดำสถิตยังเบื้องหลัง”)  มีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งธาตุทั้งห้า และภูมิพยากรณ์ของลัทธิเต๋า ทั้งยังเป็นพื้นฐานของศาสตร์ฮวงจุ้ยอีกด้วย

 

เนื้อหาในละครกล่าวถึง 2 ใน 4 กลุ่มดาวใหญ่ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกัน นั่นก็คือ กลุ่มดาวหงส์แดง ซึ่งครอง 7 กลุ่มดาว (ฤกษ์) ย่อย ได้แก่ กลุ่มดาวจิ่ง (ประกอบด้วยดาว 8 ดวง), กลุ่มดาวกุ่ย (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง), กลุ่มดาวหลิ่ว (ประกอบด้วยดาว 8 ดวง), กลุ่มดาวซิง  (ประกอบด้วยดาว 7 ดวง), กลุ่มดาวจาง  (ประกอบด้วยดาว 6 ดวง), กลุ่มดาวอี้ (ประกอบด้วยดาว 22 ดวง) และกลุ่มดาวเจิ่น (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง) รวมเรียกว่า "7 กลุ่มดาวใต้" กับ กลุ่มดาวมังกรเขียว ที่ครอง 7 กลุ่มดาว (ฤกษ์) ย่อย ได้แก่ กลุ่มดาวเจี่ยว  (ประกอบด้วยดาว 2 ดวง), กลุ่มดาวคั่ง  (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง), กลุ่มดาวตี  (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง), กลุ่มดาวฝาง (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง), กลุ่มดาวซิน  (ประกอบด้วยดาว 3 ดวง), กลุ่มดาวเหว่ย  (ประกอบด้วยดาว 9 ดวง) และกลุ่มดาวจี (ประกอบด้วยดาว 4 ดวง) รวมเรียกว่า "7 กลุ่มดาวตะวันออก"




ตำนานจีนโบราณกล่าวว่า นางเทพมีพลังพิเศษที่สามารถเรียกสัตว์เทพให้ปรากฏบนโลกมนุษย์ ผู้ที่ใช้พลังนางเทพทำเช่นนั้นจะเป็นใหญ่ในใต้หล้าและสามารถรวมแผ่นดินทั้งสี่ทิศให้เป็นหนึ่งเดียวได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกวุ่นวายและเกิดการเข่นฆ่าทำลายล้างกัน

 

 

"ชื่ออวี่" องค์ชายอาภัพแห่งเผ่าชิงชิวต้องกลายเป็นคนร่อนเร่พเนจรตั้งแต่ยังเด็กหลังมีคำทำนายว่าสักวันเขาจะสังหารบิดาของตนเอง แม้จะออกจากชิงชิวมานานหลายปีแล้ว แต่อ๋องแห่งชิงชิว (พระบิดาของชื่ออวี่) ยังคงมอบหมายให้ "อาจือ" (ซึ่งเป็นหวานใจวัยเด็กของชื่ออวี่) นำเหล่านักฆ่าตามสังหารเขาแบบไม่ยอมเลิกรา "หงไท่" ซึ่งติดตามรับใช้ชื่ออวี่มานานหลายปี เห็นว่าชื่ออวี่ไม่ยอมตอบโต้อาจือ (ชื่ออวี่รู้ว่าเธอไม่คิดฆ่าเขาจริงๆ) เลยเอาตัวเข้ามาขวางเพื่อรับดาบแทน ชื่ออวี่จึงออกตามหาสมุนไพรที่มีชื่อว่า "กุ่ยเฉ่า" (หญ้าปีศาจ) เพื่อนำมารักษาบาดแผลที่หน้าอกของหงไท่

 

หลังปราบปีศาจร้ายที่เฝ้าสมุนไพรได้สำเร็จ "ซูโม่" (ซึ่งแต่งตัวเป็นชาย) กลับแย่งหญ้าปีศาจไปจากชื่ออวี่หน้าตาเฉย เมื่อถูกชื่ออวี่กดดันให้คืนสมุนไพร ซูโม่จึงอาสาพาเขาไปยังแหล่งหญ้าปีศาจ ระหว่างทางซูโม่บอกชื่ออวี่ว่าตนมาจากที่ราบกลางหุบเขาที่มีชื่อว่า "เถาฮัวอ้าว"  พ่อให้เธอมาเก็บหญ้าปีศาจเพราะหมู่บ้านข้างๆ มีคนล้มป่วย ที่แท้ซูโม่คิดพาชื่ออวี่ไปปล่อยทิ้งไว้ในป่า ครั้นพอเห็นว่าเขามีภัย (ป่าดังกล่าวเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษ) เธอจึงย้อนกลับมาช่วยและมอบสมุนไพรกันสัตว์มีพิษให้เขาพกติดตัว ครั้นถูกทวงถามเรื่องหญ้าปีศาจ ซูโม่จึงรีบเก็บซ่อนไว้ในเสื้อแล้วท้าให้เขาแย่งชิงไปจากเธอ เมื่อชื่ออวี่ล้วงมือเข้าไปในเสื้อของซูโม่ก็รู้สึกตกใจที่พบว่าเธอเป็นผู้หญิง เขาขอโทษและอธิบายว่าตนเพียงต้องการยาสมุนไพรไปช่วยชีวิตเพื่อน ซูโม่ต้องการสลัดชื่ออวี่ให้หลุด ประกอบกับรู้สึกโกรธที่ถูกลวนลามจึงสาดผงยาสลบที่สกัดจากคางคกใส่เขา จากนั้นก็แต้มหนวดแมวบนใบหน้าไว้เป็นที่ระลึก และทิ้งหญ้าปีศาจไว้ให้เขาครึ่งหนึ่ง




ซูโม่กับ "ฝูเอ๋อร์" เป็นพี่น้องต่างสายเลือดที่เติบโตมาด้วยกัน (พ่อของฝูเอ๋อร์พบซูโม่ลอยมาตามแม่น้ำจึงเก็บมาเลี้ยงดูเสมือนเป็นลูกอีกคนหนึ่ง)  หลังมีคำทำนายว่าวันที่สามเดือนสามนางเทพจะปรากฏตัวที่เถาฮัวอ้าว พ่อฝูเอ๋อร์ก็รู้สึกไม่สบายใจเพราะนอกจากนางเทพแล้ว ยังมีดาวปีศาจปรากฏเช่นกัน พอรู้ว่าจะเกิดภัยพิบัติโดยเริ่มต้นจากเรื่องน้ำและภัยดังกล่าวจะมาจากทิศตะวันตก แม่ฝูเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ว่าซูโม่เป็นเด็กที่ลอยตามน้ำจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก พ่อฝูเอ๋อร์กล่าวว่าเด็กธรรมดาทั่วไปหากถูกโยนลงน้ำมีหวังจมน้ำตาย แต่ซูโม่กลับลอยเหนือน้ำและรอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย ตอนที่ตนรับเลี้ยงซูโม่เหล่าชาวบ้านต่างเตือนว่าเธอเป็นเด็กเคราะห์ร้ายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า แต่ตอนนั้นตนเห็นเด็กน้อยแล้วอดสงสารไม่ได้เลยอุ้มกลับบ้าน แม่ฝูเอ๋อร์เห็นว่าซูโม่ไม่เคยเข้าร่วมพิธีกรรมใดๆ ของเถาฮัวอ้าว และครั้งนี้ซูโม่ก็รับปากว่าจะไม่ไปที่ลานบวงสรวงในวัดโบราณเช่นกัน เธอจึงสงสัยว่าซูโม่จะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้หรือไม่ พ่อฝูเอ๋อร์ตอบเพียงว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์

 

เมื่อซูโม่ (ซึ่งแต่งตัวเป็นชาย) กับฝูเอ๋อร์ไปเดินเล่นในตลาดก็พบว่าบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษเพราะเต็มไปด้วยคนต่างถิ่น (ทุกคนต่างได้ยินว่านางเทพจะปรากฏตัวที่เถาฮัวอ้าววันนี้) หนึ่งในนั้นคือคุณชาย "ซ่างกวนจิ่น" แห่งเผ่าจิ่วหลี (ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดกลุ่มดาวของหงส์แดง) เขาเห็นว่าซูโม่ กับฝูเอ๋อร์อยากเข้ามาฟังคนเล่านิทานในร้านเหล้าแต่ไม่มีเงินจึงเชิญทั้งคู่มานั่งดื่มที่โต๊ะตน (ความจริงแล้วเขาสัมผัสได้ถึงพลังของนางเทพหงส์แดงตอนที่สองสาวเดินเข้ามาในร้านเหล้า) ซูโม่เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของซ่างกวนจิ่นก็หลงเสน่ห์ในบัดดล เมื่อเขาเชิญเธอดื่มเหล้าเธอจึงดื่มรวดเดียวหมดทั้งที่ดื่มเหล้าไม่เก่ง ซ่างกวนจิ่นกล่าวว่าตนมาจากจิ่วหลี ได้ยินว่าปีนี้นางเทพจะปรากฏกายที่เถาฮัวอ้าวเลยมาร่วมชมพิธี (ในตอนนั้น "ไป๋หลี่หาน" แม่ทัพเผ่าตงหลิงกำลังจับตาดูซ่างกวนจิ่นอยู่ห่างๆ) ฝูเอ๋อร์แย้งว่าตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีนางเทพปรากฏตัวที่นี่ ซ่างกวนจิ่นชี้ว่าเถาฮัวอ้าวเป็นทำเลที่ดี เต็มไปด้วยผู้มีวิชา แถมสายน้ำที่นี่ไม่เคยเหือดแห้ง คงเป็นเพราะได้รับการปกป้องจากนางเทพ



ในที่สุด "ไป๋หลี่หาน" ก็ปรากฏตัว เขาชี้ว่าก่อนหน้านี้ เอ้อร์ (เหยี่ยวกินปลา) เพิ่งปรากฏตัวไม่ไกลจากที่นี่จึงเกรงว่าจะไม่ใช่ลางดี เมื่อไป๋หลี่หานเข้ามานั่งร่วมวงและเห็นหน้าฝูเอ๋อร์ชัดๆ เขาก็อึ้งไปชั่วขณะพลางหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต จากนั้นก็ยิ้มให้ฝูเอ๋อร์เพื่อเป็นการกลบเกลื่อน ซูโม่สงสัยว่าเอ้อร์คืออะไร ซ่างกวนจิ่นอธิบายว่าหากนกชนิดนี้ปรากฏตัวโลกจะเกิดศึกสงครามและเข้าสู่กลียุค ไป๋หลี่หานเสริมว่านางเทพสามารถปลุกพลังสัตว์เทพทั้งสี่ได้ ผู้ใดได้ครอบครองนางเทพเท่ากับได้ครองโลก เขากล่าวว่าหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนางเทพ พลังของสัตว์เทพจะยังอยู่ในมือของเทพฝูซีซึ่งนับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าพลังดังกล่าวตกอยู่ในมือปีศาจร้ายเกรงว่าจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ ฝูเอ๋อร์สงสัยว่าพลังของนางเทพยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ไป๋หลี่หานกล่าวว่า หากคืนนี้นางเทพไม่ปรากฏตัวทุกอย่างจะยังคงเป็นปกติเหมือนเช่นตอนนี้ แต่ถ้านางเทพปรากฏตัวโลกจะไม่สงบสุขอีกต่อไป




ซ่างกวนจิ่นกล่าวว่า ที่ผ่านมาเผ่าจิ่วหลีของตนกับเผ่าตงหลิงของไป๋หลี่หานมักเปิดศึกแย่งชิงดินแดนและแหล่งน้ำ หากนางเทพปรากฏตัวทั้งสองเผ่าย่อมไม่ลังเลที่จะต่อสู้เพื่อสัตว์เทพเป็นแน่ ยิ่งสองเผ่าบาดหมางกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเผ่าอื่นๆ ตนได้ยินว่ามีทหารเป็นจำนวนมากแฝงตัวเข้ามาในเถาฮัวอ้าวเพื่อปล่อยข่าวลือและยุแยงให้เผ่าจิ่วหลีกับเผ่าตงหลิงทวีความบาดหมาง เขาจึงถามแบบลองเชิงว่าไป๋หลี่หานเชื่อเรื่องเหลวไหลไร้สาระพวกนั้นหรือไม่ ไป๋หลี่หานกล่าวว่าผู้มีปัญญาย่อมไม่หลงเชื่อข่าวโคมลอย ตนสามารถแยกแยะได้ ซ่างกวนจิ่นออกตัวว่าตนก็แค่อยากให้ข้อคิด เพราะถ้าไป๋หลี่หานหลงเชื่อข่าวลือหรือฟังความข้างเดียว เขาจะมีอคติและอาจตกเป็นเครื่องมือคนอื่น

ฝูเอ๋อร์สงสัยว่าทำไมซ่างกวนจิ่นกับไป๋หลี่หานถึงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเถาฮัวอ้าวมากกว่าพวกตน ไป๋หลี่หานกล่าวว่าดูท่าทางฝูเอ๋อร์จะสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับโลกภายนอกมาก ฝูเอ๋อร์กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่าตนเคยได้ยินพ่อกับแม่คุยกันเรื่องเทือกเขาคุนหลุนมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ชิงชิวมีจิ้งจอกเก้าหาง ส่วนตงหลิงมีทะเลสาบทังกู่และพระอาทิตย์ขึ้นจากที่นั่น ไป๋หลี่หานรู้ว่าฝูเอ๋อร์อยากออกไปท่องโลกจึงกล่าวว่าเธออายุยังน้อยย่อมมีโอกาสแน่ หลังนั่งฟังฝูเอ๋อร์กับไป๋หลี่หานพูดคุยเรื่องสถานที่ต่างๆ อย่างถูกคอ ซ่างกวนจิ่นจึงกล่าวว่าสำหรับตนแล้วสถานที่ๆ เร้นลับที่สุดคือเถาฮัวอ้าว เพราะแม้ในยามที่เกิดภัยแล้ง แม่น้ำที่นี่กลับเต็มเปี่ยม ซ่างกวนจิ่นเห็นซูโม่นั่งหลับจึงบอกฝูเอ๋อร์ว่า 'แม่นางซูโม่' เมาหลับไปแล้ว ฝูเอ๋อร์รู้สึกตกใจที่ซ่างกวนจิ่นรู้ว่าซูโม่เป็นผู้หญิง ซ่างกวนจิ่นจึงชี้ว่าซูโม่อรชรอ้อนแอ้นขนาดนี้ตนเห็นครั้งแรกก็รู้แล้ว

 

 

เมื่อซูโม่รู้สึกตัวก็พบว่าตนเองอยู่ในบ้าน (ฝูเอ๋อร์แบกเธอมา) พอเห็นฝูเอ๋อร์เตรียมออกไปร่วมพิธีบวงสรวงก็แอบน้อยใจในโชคชะตา ฝูเอ๋อร์จึงชวนซูโม่ไปด้วยโดยบอกว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าร่วมพิธีจะต้องสวมชุดแบบเดียวกัน ซ้ำยังมีผ้าคลุมหน้า พ่อของพวกตนสายตาฝ้าฟางต้องไม่มีทางจำได้แน่ ซูโม่ปฏิเสธ (ทั้งที่อยากไป) โดยให้เหตุผลว่าเธอเป็นเพียงเด็กที่ลอยน้ำมา ไม่ได้เป็นคนเถาฮัวอ้าวโดยกำเนิด ทั้งยังกลัวพ่อโกรธที่ผิดสัญญา ครั้นฝูเอ๋อร์รบเร้ามากๆ เข้าซูโม่ก็ใจอ่อน เมื่อถูกถามว่าอยากเป็นนางเทพหรือไม่ฝูเอ๋อร์ยอมรับว่าตนอยากเป็น เพราะการเป็นนางเทพนับเป็นเกียรติอันสูงสุดของผู้หญิงที่นี่ แถมยังได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบน และมีผู้คนยกย่องนับถือ ซูโม่ได้ฟังแล้วยิ่งเศร้าเพราะมีเพียงเธอที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน ฝูเอ๋อร์จึงสวมกอดซูโม่เพื่อเป็นการปลอบใจ





แม้ภายนอกซ่างกวนจิ่นและไป๋หลี่หานคล้ายดื่มเหล้ากันอย่างถูกคอ แต่ความจริงแล้วทั้งคู่ต่างดูเชิงและพยายามสืบข่าวของอีกฝ่าย ไป๋หลี่หานรู้ว่าซ่างกวนจิ่นมีเจตนาอื่นแอบแฝงเช่นเดียวกับตน ทั้งยังสงสัยเหมือนกันว่าฝูเอ๋อร์กับซูโม่อาจเป็นนางเทพ  ซ่างกวนจิ่นไม่ยอมรับและกล่าวว่าไป๋หลี่หานใจร้อนเกินไป ไม่แน่ว่านางเทพอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน  ไป๋หลี่หานชี้ว่าขนาดคุณชายจิ่นแห่งจิ่วหลียังเดินทางมาด้วยตนเองจึงเชื่อได้ว่าคำทำนายต้องเป็นจริงแน่ ซ่างกวนจิ่นอ้างว่าเถาฮัวอ้าวเป็นดินแดนที่ถูกเผ่าจิ่วหลียึดครองตนจึงต้องมาตรวจตราความปลอดภัย นึกไม่ถึงว่าไป๋หลี่หานจะเร็วกว่าตนหนึ่งก้าว ซ่างกวนจิ่นรู้ว่าไป๋หลี่หานส่งสายลับมาสืบข่าวและวางกำลังอย่างลับๆ ไว้ที่นี่จึงเหน็บว่าไป๋หลี่หานเตรียมการรอบคอบอย่างนี้ตนก็หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย   

 

ซ่างกวนจิ่นเห็นว่าการที่ไป๋หลี่หานเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกภายนอกจนสาวๆ สนใจและอยากออกไปดูให้เห็นกับตาไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมนัก ไป๋หลี่หานแก้ตัวว่าตนก็แค่เล่าไปตามความเป็นจริง แต่ซ่างกวนจิ่นไม่เชื่อ (ต่างคนต่างรู้ทันกัน)  ไป๋หลี่หานกล่าวว่าตนได้ยินกิตติศัพท์ของซ่างกวนจิ่นบ่อยครั้งจึงรู้สึกชื่นชมและไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา แต่จิ่วหลีกับตงหลิงมีเรื่องบาดหมางกันมานาน พวกตนต่างเป็นผู้นำของแต่ละฝ่ายจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า  วันหนึ่งสงครามระหว่างเผ่าของพวกตนคงปะทุขึ้นแต่ไม่ใช่วันนี้แน่นอน  ซ่างกวนจิ่นได้ยินคำร่ำลือว่าแม่ทัพไป๋หลี่หานเชี่ยวชาญด้านการศึกมานานแล้ว จึงหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นจะมีโอกาสทดสอบฝีมือกับไป๋หลี่หาน 

 

แท้จริงแล้วซ่างกวนจิ่นได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากแม่ทัพ "ซ่างกวนป๋ออวี๋" แห่งเผ่าจิ่วหลี (ผู้เป็นบิดา) ให้มาตามหานางเทพหงส์แดงที่เถาฮัวอ้าว เพราะเขาเป็นคนเดียวในเผ่าจิ่วหลีที่พลังเชื่อมต่อกับนางเทพหงส์แดง ปัญหาก็คือพ่อของเขารับปากท่านอ๋องเอาไว้ว่าจะหาให้พบภายในหนึ่งเดือน แม้จะรู้ว่าทำได้ยากแต่พ่อของเขาให้เหตุผลว่าเผ่าตงหลิงหมายปองแหล่งน้ำของจิ่วหลี พวกตนจึงไม่อาจปล่อยให้เผ่าตงหลิงพบนางเทพหงส์แดงก่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผ่าจิ่วหลีประสบภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง มีเพียงนางเทพหงส์แดงที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาให้พวกตนได้ หากซ่างกวนจิ่นทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ ท่านอ๋องรับปากว่าสกุลซ่างกวนของพวกตนจะมีตำแหน่งขุนนางสืบทอดจนชั่วลูกชั่วหลาน เมื่อถึงวันนั้นใครหน้าไหนก็ไม่อาจสั่นคลอนสถานะของสกุลซ่างกวนในจิ่วหลีได้ เท่านั้นยังไม่พอพ่อของซ่างกวนจิ่นยังคิดจับคู่เขากับองค์หญิงอีกด้วย




ในที่สุดฝูเอ๋อร์ก็พาซูโม่มาเข้าพิธีที่ลานบวงสรวง สองสาวหยดเลือดลงบนหินได้ไม่นานก็ถูกพ่อจับได้ หลังถูกพ่อตำหนิอย่างรุนแรงและโดนไล่กลับบ้านโดยยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เชื่อฟังจะตัดพ่อตัดลูก ซูโม่ก็เดินใจลอยออกจากลานบวงสรวง เมื่อชื่ออวี่ผ่านมาพบเข้าก็จำเธอได้ทันทีถึงแม้ว่าคราวนี้ซูโม่จะแต่งกายเป็นหญิงและมีผ้าคลุมหน้าก็ตาม ซูโม่เห็นว่าเป็นโจทก์เก่าเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้จักทำให้โดนชื่ออวี่ประณามว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ซูโม่สวนกลับว่าเจอคนแบบไหนก็ต้องรับมือแบบนั้นจะได้ไม่คิดรังแกกันง่ายๆ เมื่อถูกถามว่าเคยคิดบ้างไหมว่าจะโดนเอาคืนยังไง ซูโม่ท้าว่าถ้าแน่จริงก็ตีเธอเลย ชื่ออวี่จึงเอาคืนด้วยการบีบแก้มซูโม่ ทันใดนั้น หงส์แดงและมังกรเขียวก็ปรากฏร่างให้เห็นบนท้องฟ้า ซึ่งหมายความว่ามีนางเทพหงส์แดงและมังกรเขียวที่เถาฮัวอ้าว ซูโม่เห็นแล้วรู้สึกตื่นเต้นที่เถาฮัวอ้าวมีนางเทพจริงๆ ทันใดนั้นก็มีกลุ่มนักฆ่าชุดดำบุกมาจับตัวชื่ออวี่ ซูโม่จึงสาดผงยาสลบใส่เหล่านักฆ่าแล้วพาชื่ออวี่หนีไป 

 

ทุกคนที่อยู่ในลานบวงสรวงต่างพากันตกตะลึงเมื่อพบว่ามีนางเทพหงส์แดงและมังกรเขียวที่เถาฮัวอ้าว แต่เนื่องจากพิธียังไม่จบสิ้นจึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่านางเทพหงส์แดงและมังกรเขียวคือหญิงคนใด ที่แน่ๆ นางเทพหงส์แดงเป็นผู้พิทักษ์ของเผ่าจิ่วหลี ส่วนนางเทพมังกรเขียวเป็นผู้พิทักษ์ของเผ่าตงหลิง เผ่าซีหรงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก (ซีอวี้) รู้สึกไม่พอใจที่ผู้พิทักษ์เผ่าตน (นางเทพเสือขาว) ไม่ปรากฏกาย จึงคิดทำลายพิธีบวงสรวงและฆ่าหญิงสาวที่มาเข้าพิธีทั้งหมดเพื่อมิให้ความจริงปรากฏว่านางเทพทั้งสองคือใคร ซ่างกวนจิ่นและไป๋หลี่หานจึงช่วยกันรับมือเผ่าซีหรง 

 

 

ซูโม่พาชื่ออวี่หนีมายังสถานที่ๆ ปลอดภัยและกำลังจะแยกย้ายหลังปะทะคารมกันเล็กน้อย ครั้นพอเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งพากันวิ่งหนีตายพลางร้องว่ามีคนร้าย ซูโม่จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอรู้ว่ามีคนเผ่าอื่นก่อเหตุวุ่นวายและไล่ฆ่าผู้คนซูโม่ก็รู้สึกเป็นห่วงพ่อ เธอคิดที่จะกลับไปยังลานบวงสรวงแต่ชื่ออวี่ขวางไว้เพราะที่นั่นอันตรายเกินไป เมื่อซูโม่ยืนกรานว่าจะไปหาพ่อ ชื่ออวี่จึงอาสาคุ้มครองเธอไปที่วัดเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ ขณะต่อกรกับเผ่าซีหรงไป๋หลี่หานคอยกวาดตามองไปรอบๆ หมายมองหาหญิงสาวที่เป็นนางเทพผู้พิทักษ์และนั่นก็ทำให้เขาพบชื่ออวี่ ชื่ออวี่เห็นฝูเอ๋อร์ตกอยู่ในอันตรายจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อฝูเอ๋อร์เห็นชื่ออวี่ก็ตกหลุมรักเขาทันที




หลังพบว่าพ่อของทั้งคู่ไม่อยู่ที่นั่น ซ่างกวนจิ่นและชื่ออวี่จึงรีบพาซูโม่กับฝูเอ๋อร์หนีออกจากวัด แต่แล้วกลับถูกกลุ่มนักฆ่าชุดดำนำโดย "หลิ่วรั่วซวง" (ซึ่งเป็นคนของไป๋หลี่หาน) ขวางเอาไว้ทำให้เกิดการต่อสู้กัน ชื่ออวี่เห็นว่าซูโม่กับฝูเอ๋อร์กำลังจะถูกจับตัวจึงคิดเข้าไปช่วยแต่ไป๋หลี่หานกระโดดเข้ามาขวางและชิงรับมือคนร้ายแทน เมื่อเห็นว่าคนร้ายไม่คิดสังหารแต่ต้องการจับเป็นพวกตน ซูโม่จึงใช้ดาบจ่อคอตัวเองพลางขู่ว่าหากเข้ามาใกล้ตนจะฆ่าตัวตาย ปรากฏว่าวิธีของซูโม่ใช้ได้ผลเพราะเหล่านักฆ่าชุดดำหยุดลงมือและยอมถอยกลับทันที (ไป๋หลี่หานแอบส่งสัญญาณบอกหลิ่วรั่วซวงให้ถอยกลับไปก่อน) ไป๋หลี่หานตำหนิหลิ่วรั่วซวงที่ทำงานไม่สำเร็จ เขาสั่งให้เธอไปจับหญิงสาวคนอื่นๆ ส่วนซูโม่กับฝูเอ๋อร์ตนจะจัดการเอง

 

เมื่อเห็นพ่อแม่ปลอดภัยซูโม่กับฝูเอ๋อร์ก็รีบวิ่งไปหาที่ลานบวงสรวงด้วยความเป็นห่วงและดีใจ แต่ซูโม่กลับโดนพ่อตบหน้าเต็มแรงต่อหน้าชาวบ้านที่ต่างพากันโทษเธอว่าเป็นคนนำเภทภัยมาสู่เถาฮัวอ้าว แม่จึงบอกให้ซูโม่รีบกลับไปก่อน ชื่ออวี่เห็นว่าซูโม่มีชะตากรรมเช่นเดียวกับตนก็รู้สึกเห็นใจ พ่อฝูเอ๋อร์กล่าวขอบคุณไป๋หลี่หาน ซ่างกวนจิ่น และชื่ออวี่ที่ช่วยเหลือพวกตน จากนั้นก็ถามสามหนุ่มว่าเป็นใครมาจากไหน  มีเพียงชื่ออวี่ที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อแซ่และเดินจากไปท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน ไป๋หลี่หานคาดว่าชื่ออวี่น่าจะเป็นหนึ่งในเจ็ดกลุ่มดาวของหงส์แดง เพราะระหว่างต่อสู้กับคนร้ายตนเห็นสัญลักษณ์ของหงส์แดงบนตัวชื่ออวี่ ซึ่งถ้าหากจำไม่ผิดดูเหมือนว่าจะเป็นอักษร "ซิง"  (กลุ่มดาวซิง) ฝูเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวชื่ออวี่ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชาวบ้านมาร้องทุกข์กับพ่อฝูเอ๋อร์ว่าลูกสาวของพวกตนหายตัวไป




ชื่ออวี่รู้เจตนาที่แท้จริงของไป๋หลี่หานกับซ่างกวนจิ่น เขารู้สึกเป็นห่วงซูโม่จึงไปหาเธอบนภูเขาและพบเธอยืนเศร้าอยู่ตามลำพัง เมื่อถูกถามว่ามาทำอะไรที่นี่เขากลับบอกว่า ตนมาดูว่าเธอฆ่าตัวตายไปแล้วหรือยัง ซูโม่กล่าวว่าหากเธอคิดฆ่าตัวตายเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ เธอคงฆ่าตัวตายไปแล้วเป็นร้อยครั้ง ชื่ออวี่เห็นด้วยและเหน็บว่าคนดีมักอายุสั้น ส่วนคนชั่วอายุยืนนับพันปี จากนั้นก็ชี้ว่าตนเพิ่งช่วยเธอไว้อีกครั้ง ซูโม่ไม่มีอารมณ์ต่อปากต่อคำจึงตำหนิชื่ออวี่ว่า เวลาเธออยากคุยด้วยกับทำตัวเย็นชาไม่ยอมพูดจา ครั้นพอเธอไม่อยากคุยกลับเอาแต่พูดพล่ามเรื่องเหลวไร้ไร้สาระ ชื่ออวี่จึงบอกตามตรงว่าตนมาที่นี่เพื่อเตือนเธอว่าอย่าไว้ใจไป๋หลี่หานกับซ่างกวนจิ่นให้มากจนเกินไป ซูโม่ถามกลับว่าทำไมเธอต้องเชื่อเขาในเมื่อเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ชื่ออวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าอย่าเป็นคนที่มองข้ามความหวังดีของคนอื่่น ซูโม่สวนกลับทันควันว่า เธอเป็นคนแบบนี้ ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องห่วงใยเธอ เมื่อฝูเอ๋อร์เข้ามาขัดจังหวะ ชื่ออวี่จึงหันไปส่งสายตาให้ซูโม่ (ซึ่งแกล้งทำเป็นเมิน) ก่อนเดินจากไปโดยไม่ร่ำลา

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรติดตามชมได้ใน "ตํานานอภินิหารหงส์เหนือมังกร  (The Classic of Mountains and Seas)"

Views: 399